Tuesday, August 18, 2020

การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ

    ขณะนี้โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ที่นำเทคโนโลยีเครือข่ายดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาบูรณาการในทุกระบบการผลิต ทำให้ข้อมูล วัตถุดิบ สินค้า และอื่น ๆ สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ 

ภาพ Fourth Industrial Revolution จาก: https://medium.com

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระบุว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมสามารถแบ่งยุคได้ ดังนี้

0 คือ ยุคหัตถกรรมและเกษตรกรรมที่ผลิตด้วยมือ หรือใช้สัตว์ช่วยในการผ่อนแรง

1.0 คือ ยุคการผลิตด้วยเครื่องจักรกลไอน้ำทุ่นแรงงานคนและสัตว์ ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ขึ้น

2.0 คือ ยุคแห่งการคิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้า เพื่อทดแทนเครื่องจักรกลไอน้ำ ผลิตสินค้าที่เร็วขึ้น ถึงขั้นลักษณะที่เหมือน ๆ กัน จึงเกิดการผลิตแบบ Mass Production ที่สินค้าผลิตเหมือนกันในปริมาณมาก

3.0 คือ ยุคเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ดิจิทัลและหุ่นยนต์ เริ่มแพร่หลาย กระบวนการผลิตทุกอย่างเริ่มอัตโนมัติมากขึ้น ทำงานซ้ำ ๆ ได้ดี เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ มีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานทดแทนแรงงานมนุษย์ การผลิตด้วยการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาสั่งเครื่องจักรในการผลิต

4.0 คือ การผลิตด้วยการนำเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้ามาการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตระหว่างเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ จากการผลิตที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จึงต้องมีการออกแบบ function การผลิตที่ละเอียดขึ้นแบบที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตได้ เป็นยุคใหม่ของการรวมพลังระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัลควบคุมเครื่องจักรให้เครื่องจักรสื่อสารข้อมูลกันเอง ซึ่งตัวที่ผลักดันได้ชัดเจนที่สุดให้เกิด 4.0 ขึ้นมาคือ อินเทอร์เน็ตและไซเบอร์

จะเห็นได้ว่า ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละยุคก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป 



ภาพ Klaus Schwab จาก: https://naturalcapitalcoalition.org

    Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและประธานสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) และเป็นผู้เขียนหนังสือ The Fourth Industrial Revolution ได้อธิบายปรากฏการณ์การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ นี้ว่า เป็นผลมาจากการต่อยอดและการผสมผสานแนวคิดและเทคโนโลยีจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมา เนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนในสังคม การหล่อมรวมเทคโนโลยีอย่างบูรณาการของหลายภาคส่วนทำให้ กายภาพ (physical) ดิจิทัล (digital) และชีวภาพ (biological) ถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน เทคโนโลยีจะเข้าไปอยู่ในทุก ๆ กิจกรรมของมนุษย์ เช่น ธุรกิจ การประกอบการ การศึกษา การปกครอง ความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นต้น


One of the features of this Fourth Industrial Revolution is that it does not change what we are doing, but it changes us.

- Klaus Schwab


    จากแนวคิดข้างต้นของ Klaus Schwab ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะไม่เพียงเปลี่ยนแปลงแค่ว่า เรากำลังทำอะไร” แต่จะเปลี่ยนถึงขั้นที่ว่า เราคือใคร” การปฏิวัติครั้งใหม่นี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในทุกภาคส่วน ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะก้าวทันความต้องการของผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวและรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้


Who Loses, Who Gains?


จาก: https://twitter.com/baseincomequote

    Stephen Hawking นักฟิสิกส์ทฤษฎี และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า การใช้ระบบอัตโนมัติได้ทำลายตำแหน่งงานเดิม ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้ว ส่วนการผงาดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ ก็คงจะทำลายงานของชนชั้นกลางด้วย ที่จะเหลือรอดคงมีแต่งานด้านการดูแล งานสร้างสรรค์ และงานจัดการ

สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้มนุษยชาติกำลังจะเผชิญกับปัญหาการว่างงาน คนจำนวนมากจะตกงานจากการถูกแทนที่ด้วย AI และระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ เนื่องจากความสามารถของ AI มีขอบเขตอย่างกว้างขวาง จึงทำให้แรงงานมนุษย์ไม่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภทที่มีกระบวนการทำงานที่เป็นไปในรูปแบบเดิม โดยเฉพาะแรงงานในสายการผลิตหรืองานบริการ  

จริงอยู่ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนี้ก่อให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ และทำให้หลายอาชีพเติบโตขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม งานใหม่ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยทักษะในการทำงาน เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบหุ่นยนต์ ซึ่งต่างไปจากงานในลักษณะเดิมมาก การให้แรงงานปรับตัวทำงานตามความต้องการของตลาดแรงงานแบบใหม่อย่างกระทันหันจึงเป็นไปได้ยาก 

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ การเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างทันถ่วงที แรงงานจะต้องฝึกฝนทักษะและพัฒนาความสามารถของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแน่นอนว่านอกจากตัวแรงงานที่ต้องพัฒนาตนเอง ภาครัฐก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้แรงงานสามารถปรับตัวและพัฒนาตนเองได้

There is a risk that Industry 4.0 disruptive technologies will increase the gap between countries with good electronic infrastructure and countries with less developed networks.

- United Nations Industrial Development Organization 

จาก: https://keydifferences.com

    ผู้ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้และมีทักษะที่ดีทางด้านเทคโนโลยีย่อยได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลและได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ จะไม่มีแม้แต่โอกาสในการแข่งขัน เพราะโลกยุคนี้ล้วนแล้วแต่ขับเคลื่อนโดยดิจิทัล ดังนั้นความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีจึงเป็นปัญหาสำคัญ และทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา อย่างเช่น ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันหากเปรียบเทียบประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งล้าหลังทางเทคโนโลยี กับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีเทคโนโลยียุคใหม่ จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจึงอาจนำมาซึ่งปัญหาสังคมทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น เกิดการอพยพข้ามพรมแดนครั้งใหญ่จากประเทศที่ล้าหลังไปสู่ประเทศที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้มากกว่า เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการปฎิวัติอุตสาหกรรม 4.0 โดยประกาศใช้นโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศในทุก ๆ ด้านให้เข้าสู่ความเป็นดิจิทัล ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี รวมถึงกระจายการเข้าถึงเทคโนโลยีให้ทั่วถึงทุกพื้นที่เพื่อให้ทุกคนสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์

การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ

     ขณะนี้โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม  4.0  ที่นำเทคโนโลยีเครือข่ายดิจิทัล และอินเทอร์เน็ตมาบูรณาการในทุกระบบการผลิต ท...